พาไปเที่ยวกับ 15 ที่เที่ยวดูไบ ไปเที่ยวกันง่ายๆ แค่ขอวีซ่า

ดูไบ เป็น 1 ใน 7 รัฐ ที่ประกอบกันเป็นประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แม้ไม่ใช่เมืองหลวง แต่มหานครดูไบกลับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเบอร์หนึ่งของประเทศด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวแสดงถึงความหรูหรา ล้ำสมัย และน่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยรถหรูและตึกระฟ้าอันทันสมัยในดินแดนทะเลทราย แม้จะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นจุดขาย แต่ก็สามารถดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกด้วยสิ่งก่อสร้างสุดอัศจรรย์ที่ใช้ความร่ำรวยเนรมิตทุกสิ่งได้อย่างอลังการ

การเดินทางไปเที่ยวดูไบ

ในแต่ละวันมีเที่ยวบินให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ ไปดูไบ ประมาณ 10 เที่ยวบิน/วัน ซึ่งหากบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปดูไบใช้เวลาบินโดยเฉลี่ย 6 ชม. 5 นาที สำหรับเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปดูไบแบบบินตรงมีบริการ 2 สายการบิน ได้แก่ สายการบินไทย และ เอมิเรตส์แอร์ไลน์ ส่วนสายการบินยอดนิยมในการจองตั๋วเครื่องบินไปดูไบแบบต่อเครื่อง ได้แก่ โอมานแอร์ แอร์อินเดีย อียิปต์แอร์ เป็นต้น โดยเที่ยวบินทั้งหมดจะทำการบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ไปลงสนามบินของดูไบ ซึ่งมี 2 แห่ง คือ สนามบินดูไบ อัล มักตุม (ดูไบเวิล์ดเซ็นทรัล) และ สนามบินดูไบอินเตอร์เนชั่นแนล สำหรับการเดินทางภายในดูไบ มีด้วยกันหลายวิธี เช่น รถไฟใต้ดิน Dubai Metro รถประจำทาง และแท็กซี่

สำหรับการจองตั๋วเครื่องบินไปดูไบ ก็สะดวกสบายมากหากมีแอปพลิเคชั่น Traveloka เขารวมสายการบินและเที่ยวบินไปดูไบไว้ให้เราทั้งหมด อยากเดินทางด้วยสายการบินใด เวลาไหน ราคาเท่าไรก็เลือกได้เลย ไม่ต้องไปเสียเวลาเปิดหลายๆ เว็บไซต์เพื่อเช็คราคาด้วย จองตั๋วเครื่องบินไปดูไบ กับ Traveloka Travel & Lifestyle Super App ที่นอกจากจะมีตั๋วเครื่องบินราคาถูกให้เลือก ยังมีที่พักสุดคุ้ม รถเช่า รถรับส่งสนามบิน และที่เที่ยวต่างๆ สปาและร้านอาหารให้เลือก รับรองว่าโหลดแอพมาแอพเดียวจะจบแล้วครบแน่นอนเลยหล่ะ

เช็คมาตรการสนามบินดูไบ ก่อนเดินทาง > https://www.traveloka.com/th-th/flight/safe-travel

1. ตึกเบิร์จคาลิฟา (Burj Khalifa)

ครองตำแหน่งตึกสูงที่สุดในโลก ด้วยสถิติความสูงที่ 828เมตร (2,717 ฟุต) มีทั้งหมด 163ชั้น ออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรมอิสลามผสมผสานกับความทันสมัย ภายในได้รับการดีไซน์โดย Giorgio Armaniแบ่งเป็น โรงแรม 5 ดาว สำนักงาน ร้านอาหาร สระน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ รวมถึงจุดชมวิว พร้อมอีกหนึ่งไฮไลต์ที่แสดงความเป็นที่สุดอย่าง ลิฟต์ ซึ่งได้ชื่อว่ามีความสูงรวมถึงความเร็วมากที่สุดในโลก เพราะใช้เวลาเดินทางไปยังชั้นชมวิวที่ 124 ภายในเวลาแค่ 1นาที เท่านั้นจุดชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยวสามารถมองไปเห็นถึงหาดดูไบและชมความสวยงามของเมืองดูไบทั้งหมด

2. น้ำพุแห่งดูไบ (Dubai Fountains)

น้ำพุใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความยาวกว่า 270 เมตร หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 2 สนามเลยทีเดียว การันตีความยิ่งใหญ่เว่อร์วังด้วยการใช้น้ำจำนวน 22,000 แกลลอนพุ่งขึ้นไปบนอากาศสูงเท่ากับตึก 50 ชั้น และสามารถมองเห็นจากที่สูงไกลถึง 200 ไมล์อีกด้วย สำหรับช่วงเวลาการแสดงแบ่งเป็น วันเสาร์ถึงวันพฤหัส เวลา 13.00-13.30 และตั้งแต่ช่วง 18.00-23.00 ทุก ๆ 30 นาที ส่วนวันศุกร์ เวลา 13.30-14.00 และ 18.00-23.00 ทุก ๆ 30 นาที แนะนำให้มาช่วงเย็นเพราะจะได้เห็นน้ำพุเต้นระบำท่ามกลางแสงสีเสียงตระการตาจากหลอดไฟกว่า 6,600 ดวง และโปรเจคเตอร์แสดงสีกว่า 50 เครื่อง

3. ดูไบมอลล์ (The Dubai Mall)

ไม่ได้มีดีแค่สารพัดร้านค้ากว่า 1,200 ร้าน โดยเฉพาะแบรนด์เนมสุดหรูที่มีมาให้ช้อปแบบมือเป็นระวิง แต่ศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลกแห่งนี้ยังเป็นศูนย์รวมความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ทั้งโรงภาพยนตร์ สวนสนุก ลานสเก็ตน้ำแข็ง ลานโบว์ลิ่ง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำดูไบ (Dubai Aquarium & Underwater Zoo) โดยอย่างหลังบอกเลยว่าต้องไปชมให้ได้ เพราะนอกจากจะเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังมีตู้กระจกอะคริลิกขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งภายในมีสัตว์น้ำมากกว่า 33,000 ชนิด ทั้งยังมีกิจกรรมและการแสดงต่าง ๆ ให้สัมผัสบรรยากาศของโลกใต้ท้องทะเลอย่างจุใจ

4. โรงแรมเบิร์จอัลอาหรับ (Burj Al Arab)

มีชื่อเล่นในหมู่คนไทยว่า โรงแรมเรือใบ ตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวปาล์มจูไมราห์ ตัวอาคารมีความคล้ายใบของเรือใบเดา (Dhow) ของดูไบ ให้บริการห้องสวีทพร้อมวิวทะเล ห้องอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ 9 แห่ง (หนึ่งในนั้นคือ Nathan Outlaw at Al Mahara ซึ่งเป็นห้องอาหารที่มีกระจกขนาดใหญ่คล้ายตู้ปลา ได้ฟีลนั่งดินเนอร์ใต้ท้องทะเลสุดโรแมนติก) และสปาครบวงจร ในส่วนของห้องพักมีราคาเริ่มต้นที่ $8,900 USD ต่อคืน เรียกว่าราคาแรงสมกับดีกรีโรงแรมเจ็ดดาว โดยผู้เข้าพักสามารถเดินทางมายังโรงแรมโดยใช้บริการรถโรลส์รอยซ์พร้อมพนักงานขับ หรือบริการรับส่งด้วยเฮลิคอปเตอร์

5. หมู่เกาะต้นปาล์ม (The Palm Islands)

ไม่แปลกที่จะได้รับการขนานนามว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก กับการเนรมิตเกาะรูปต้นปาล์มบนพื้นที่ที่เคยมีเพียงน้ำทะเลของอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยแต่ละเกาะจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม และล้อมรอบด้วยเสี้ยววงกลม หมู่เกาะต้นปาล์มประกอบไปด้วยเกาะ 3 เกาะ ได้แก่ ปาล์มจูไมราห์ (Jumeirah), ปาล์มเดียรา (Deira) และปาล์มเจเบล อาลี (Jebel Ali) ซึ่งบนเกาะมีทั้งบ้านสไตล์วิลลาชายทะเล อพาร์ทเมนต์ โรงแรม รีสอร์ทระดับ 5 ดาว สวนน้ำ ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึง Taj Exotica Resort & Spa ซึ่งเป็นสปาชั้นเยี่ยมของโลก

6. ดูไบมารีนา (Dubai Marina)

ย่านพักอาศัยสุดหรู อีกหนึ่งศูนย์รวมความบันเทิงที่สำคัญของนครดูไบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนและเดินเล่นชมทัศนียภาพอันงดงาม โดยเฉพาะแสงสียามค่ำคืน มีทั้งร้านอาหารกลางแจ้งและหาดทรายที่ทอดยาว สามารถเดินชิลล์ชมวิวบนเส้นทางเดิน Dubai Marina Walk ซึ่งเป็นทางเดินริมน้ำความยาว 7 กิโลเมตร ห้อมล้อมบริเวณทั้งหมดของมารีนา ขนาบข้างด้วยคาเฟ่เก๋ ๆ และร้านแผงลอยที่ขายสินค้าแฮนด์เมด มีศูนย์การค้า Dubai Marina Mall ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและแบรนด์แฟชั่นสุดไฮ มีเรือยอชท์สุดหรูแล่นผ่าน บริเวณท่าเรือมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้เลือกมากมาย เช่น เจ็ตสกี กระโดดร่ม

7. คลองดูไบ (Dubai Creek)

ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเมืองมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 โดย Dubai Creek เป็นคลองน้ำเค็มผืนใหญ่ที่ต้นน้ำเชื่อมต่อมาจาก อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งไหลลงมาเป็นคลองที่แบ่งพื้นที่ของเมืองออกเป็นสองฝั่ง คือ เดียร่า (Deira) ย่านเมืองเก่าที่ยังคงมีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดเครื่องเทศ ร้านอาหารท้องถิ่น ส่วนเบอร์ ดูไบ (Dur Dubai) จะเป็นฝั่งเมืองใหม่ที่เต็มไปด้วยอาคารทันสมัยและสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก สำหรับการเดินทางข้ามฝั่งครีก ทำได้โดยการนั่งเรือข้ามฟาก ซึ่งมีทั้งเรือโดยสารของกรมขนส่งดูไบ (RTA Water Bus) กับเรือแบบคลาสสิก (Water Taxi)

8. สวนสวรรค์แห่งดูไบ (Dubai Miracle Garden)

สวนพฤกษชาติอันตระการตาใจกลางทะเลทราย บนพื้นที่กว่า 72,000 ตร.ม. จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – กลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งทุกปีคอนเซปต์ในการจัดสวนจะแตกต่างกันออกไป มีการประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์กว่า 100 ล้านดอก มากกว่า 70 สายพันธุ์ต่างถิ่นและจากสายพันธุ์พื้นเมือง สำหรับพิกัดที่ต้องเช็คอินคงหนีไม่พ้น เครื่องบินแอร์บัส เอ 380 ขนาดเท่าของจริง สร้างจากวัสดุรีไซเคิล ตกแต่งด้วยดอกไม้สดและพรรณพืชกว่า 500,000 ต้น ได้รับการรับรองจากกินเนสส์เวิลด์เรกคอร์ดส์ ว่าเป็นการจัดดอกไม้ที่มีโครงสร้างใหญ่ที่สุดในโลก

9. เวนิสแห่งดูไบ

ตลาดพื้นเมืองโบราณตกแต่งสไตล์อาหรับผสมผสานกับวัฒนธรรมของตะวันออกกลางแบบดั้งเดิม โดยมีคลองสวยๆ ที่มีน้ำใส่แจ๋วขนาบข้าง งดงามคลาสสิคเยี่ยงนี้สมแล้วที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ลิตเติล เวนิส ของดูไบ ภายในตลาดติดแอร์แห่งนี้มีมีร้านค้าและร้านสไตล์บูทิครวมมากกว่า 75 ร้าน รวบรวมสินค้าระดับพรีเมียมให้เลือกชิมใช้ช้อปมากมาย อาทิ พวงกุญแจ ขวดทราย พรมอิหร่าน หัวน้ำหอม โคมไฟ ขนมหวาน และถั่วรสช็อกโกแลต เดินช้อปจนเหนื่อยก็สามารถแวะจิบกาแฟหรือหม่ำอาหารแสนอร่อยได้ โดยมีให้เลือกหลากหลายร้านตั้งแต่คาเฟ่ชิค ๆ ไปจนถึงภัตตาคารสุดหรู

10. ห้างสรรพสินค้ามอลล์ออฟเอมิเรตส์ (Mall of the Emirates)

อีกหนึ่งห้างสรรพสินค้าชั้นนำของดูไบที่ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านักช้อป โดดเด่นตั้งแต่ดีไซน์ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นอาหรับและเมดิเตอร์เรเนียนเข้าด้วยกัน นอกจากร้านค้า ร้านอาหารแล้ว ยังมีลานโบว์ลิ่ง สระว่ายน้ำ โต๊ะบิลเลียด เครื่องเล่นม้าหมุน โรงละคร และศูนย์ศิลปะดูไบ ให้เลือกชิลล์ได้ตามชอบ แต่ที่ไม่ควรพลาด คือ สกีดูไบ (Ski Dubai) สวนหิมะในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก เที่ยวที่นี่รับรองไม่เบื่อเพราะมีกิจกรรมท้าทายมากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น สโนว์บอร์ด (มีคลาสสอนด้วย) รถเลื่อนหิมะ กระเช้าสกี กลิ้งลูกบอลยักษ์ Snow Bullet สกี พื้นที่เล่นสำหรับเด็ก และคาเฟ่

11. สวนน้ำไวลด์วาดี (Wild Wadi Water Park)

สวนน้ำสุดล้ำที่ใหญ่ที่สุดในดูไบ พื้นที่ทั้งหมด 12 เอเคอร์ จุดเด่นของสวนน้ำนี้คือการที่ถูกสร้างด้วยแนวความคิดของนิทานพื้นบ้าน ซึ่งมีตัวละครหลักคือจูฮาและซินบัด เพื่อนชาวเรือของเขาการให้ความสนใจกับการเน้นรายละเอียดของโครงสร้างและการเจริญเติบโตของตัวละคร ทำให้สวนน้ำนี้ได้รับรางวัลนวัตกรรมจากองค์การสวนน้ำโลก สำหรับความสำเร็จในการออกแบบและธีมที่โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์เด็ดคือสไลเดอร์ที่ยาวและสูงที่สุดในโลก สวนน้ำไวลด์วาดี เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.00 น. และจะมีการปิดเพื่อบำรุงรักษาทุกปี ฉะนั้น ถ้าไม่อยากไปเสียเที่ยวอย่าลืมเช็คให้ชัวร์ก่อน

12. ย่านเมืองเก่าบาสตากิยา (Al Bastakiya)

ในอดีตนั้นย่านนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งการค้าของพ่อค้าชาวเปอร์เซีย ปัจจุบันบ้านเรือนโบราณที่ทำจากหินปะการัง ยิปซัมและหินปูนนั้นได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่และปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า ร้านกาแฟ อาร์ตแกลอรี่ และบูตีคโฮเต็ลเก๋ ๆ เมื่อเดินผ่านเข้ามาในถนนสายเก่าแก่นี้แล้ว จะเห็นว่าสถาปัตยกรรมในย่านนี้เต็มไปด้วยอาคารสไตล์อาหรับพื้นเมือง หรือก็คืออาคารสูงรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากที่อยู่ข้างบนตึก มีปล่องลม (Wind Tower) ที่เป็นภูมิปัญญาของชาวเปอร์เซียในอดีต เหมือนเครื่องปรับอากาศยุคโบราณที่ใช้ดักลมให้เข้ามาในอาคารเพื่อคลายร้อนในเมืองกลางทะเลทรายแห่งนี้

13. เขตสงวนอนุรักษ์ทะเลทรายดูไบ (Dubai Desert Conservation Reserve)

มาทะเลทรายทั้งทีก็ต้องไปสัมผัสผืนทรายของจริงสิ ว่าแล้วขอแนะนำการทัวร์ซาฟารีทะเลทราย (Night Desert Safari Tour) ที่เขตสงวนอนุรักษ์ทะเลทรายดูไบ (Dubai Desert Conservation Reserve) เพื่อไปสัมผัสประสบการณ์กลางทะเลทราย เลือกตามสไตล์ที่ชอบ ตัวอย่างโปรแกรมเช่น นั่งรถจี๊บซาฟารีตะลุยบนเนินทราย ขี่รถ ATV ขี่อูฐ เยือนแคมป์กลางทะเลทราย ที่ชมการแสดงพื้นเมือง ระบำหน้าท้อง รับประทานอาหารพื้นเมือง สาธิตการฝึกเหยี่ยว ถ่ายรูปกับเหยี่ยว ทำเฮนน่าด้วยตัวเอง สามารถเลือกได้ว่าจะไปเที่ยวระยะสั้น ๆ แค่ตอนเย็น หรือพักค้างคืนในกระท่อมแบบชาวบ้านพื้นเมือง

14. มัสยิดหลวงเชคซัยยิด (Sheikh Zayed Grand Mosque)

แม้จะไม่ได้อยู่ที่ดูไบแต่มาเถอะ ของเขาดีจริง กับสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองอาบูดาบีอย่างมัสยิดหลวงชีคซาเยด สถาปัตยกรรมอิสลามที่ผสมผสานทั้งสไตล์ดั้งเดิมทันสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยคัดสรรวัสดุชั้นเยี่ยมจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น ทองคำ เซรามิค คริสตัล หินอ่อน มาใช้ในการสร้างมัสยิดแห่งนี้ จุดที่ห้ามพลาด ได้แก่ โดมหลักที่ได้ชื่อว่าเป็นโดมมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พรมถักมือที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ขนาดประมาณ 60,570 ตารางฟุต) โมเสกหินอ่อนลายดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โคมไฟระย้าที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกและกระจกประดับคริสตัลชวารอฟสกี้

15. สวนสนุกเฟอร์รารี่ เวิลด์ (Ferrari World)

อีกหนึ่งที่เที่ยวที่ตั้งอยู่ในอบูดาบี (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาทีจากดูไบ) ได้ชื่อว่าเป็นสวนสนุกในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบมาได้อย่างโดดเด่น ด้วยสัญลักษณ์เฟอร์รารี่ขนาดใหญ่ บนหลังคาสีแดงสด ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ferrari GT body ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 200,000 ตารางเมตร ภายในมีกิจกรรมหลากหลายตอบโจทย์ได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนเครื่องเล่นมีตั้งแต่เลเวลเด็กน้อยไปจนถึงหวาดเสียวขั้นสุด เช่น Formula Rossa รถไฟเหาะที่เร็วที่สุดในโลก มีความเร็ว 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง สูง 52 เมตร หรือ Fiorano GT Challenge เครื่องเล่นที่ทะยานขึ้นสู่ฟ้า ด้วยความเร็ว 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง

แม้จะเป็นรัฐขนาดไม่ใหญ่แต่จัดเป็นหนึ่งในที่เที่ยวอันดับต้น ๆ ที่นักเดินทางอบากมาเยือนหากมีโอกาสก็ควรไปเยือนสักครั้ง ดูไบมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจมากๆ ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หาไม่ได้จากที่ไหน ดังจะเห็นได้จากไฮไลต์ทั้ง 15 ที่ที่เรารวบรวมมาฝาก และที่ลืมไม่ได้คือ เดินทางไปเที่ยวดูไบ จองตั๋วเครื่องบินกับ กับ Traveloka ไลฟ์สไตล์ซูเปอร์แอป ราคาดีถูกใจ จองง่าย จ่ายสะดวกจริงๆ แล้วกดไปอ่านบทความที่เที่ยวต่างประเทศกันต่อได้ที่ https://www.traveloka.com/th-th/flight/travel-global

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.